aimc


AIMC แสดงจุดยืนหนุนธรรมาภิบาล ชูแนวทาง Proxy Voting Guidelines สร้าง ‘Big Impact’ ปกป้องผู้ลงทุนไทย

💡 AIMC แสดงจุดยืนหนุนธรรมาภิบาล ชูแนวทาง Proxy Voting Guidelines สร้าง ‘Big Impact’ ปกป้องผู้ลงทุนไทย           สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ในฐานะตัวแทนนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ เดินหน้าเชิงรุกผ่านกลยุทธ์ Collective & Positive Engagement เข้าหารือบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เพื่อติดตามการแก้ปัญหาธรรมาภิบาลอย่างใกล้ชิด พร้อมประกาศยึดมั่นแนวทางมาตรฐานของอุตสาหกรรมจัดการลงทุนในการใช้สิทธิ์ออกเสียง (Proxy Voting Guidelines) ช่วงฤดูกาลประชุมผู้ถือหุ้น (AGM) ปีนี้ เน้นการให้ความสำคัญกับคุณสมบัติกรรมการรายบุคคลและต้องไม่มีเหตุสงสัยเกี่ยวกับความเป็นอิสระที่แท้จริง พร้อมสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนยึดแนวทางสากลในการป้องกันบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินเข้าบริหารกิจการ เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนทุกราย           นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า ในรอบปีที่ผ่านมาบริษัทจัดการลงทุนได้ร่วมกันเข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนอย่างสร้างสรรค์เพื่อติดตามแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านธรรมาภิบาลและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) แม้จะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นในหลายบริษัท แต่ยังคงมีประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้สมาคมฯ จึงมุ่งเน้นเป็นพิเศษในหลักการการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยเฉพาะประเด็น "การแต่งตั้งกรรมการบริษัท" ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรโดยประเด็นหลักที่เหล่านักลงทุนสถาบันจะให้ความสำคัญในการประชุมผู้ถือหุ้นปีนี้ ได้แก่ คุณสมบัติของบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่นั้นมีคุณสมบัติ ทักษะ และประสบการณ์ที่เหมาะสม สามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวมได้อย่างแท้จริง กระบวนการคัดเลือก โดยสนับสนุนกระบวนการคัดกรองจากคณะกรรมการสรรหาของบริษัทจดทะเบียนอย่างเป็นระบบ และการเปิดโอกาสให้การพิจารณาแต่งตั้งกรรมการต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ความอิสระและโปร่งใส โดยกรรมการที่ได้รับการเสนอชื่อต้องไม่มีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับความเป็นอิสระ (True Independence) มาตรการป้องกัน ‘ทุนสีเทา’และการฟอกเงิน โดยสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนปรับปรุงข้อบังคับบริษัทให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการตรวจสอบเพื่อไม่ให้บริษัทอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนที่ไม่โปร่งใส รวมถึงป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรือถูกระงับ/จำกัดการทำธุรกรรม เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ           “เรามุ่งหวังให้พลังเสียงจากการลงคะแนน (Proxy Voting) ของนักลงทุนสถาบัน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง เพื่อยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลของตลาดทุนไทย เราเชื่อมั่นว่าการใช้สิทธิ์ออกเสียงอย่างมีหลักการตาม Proxy Voting Guidelines และการกลั่นกรองอย่างเข้มข้นในระดับตัวบุคคล จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ให้แก่ผู้ลงทุนไทยและสร้างความยั่งยืนให้เกิดกับตลาดทุนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม” นางชวินดากล่าว
Read more

หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ใครต้องเสียภาษีให้ประเทศไทยบ้าง?

🧾 หลักการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ใครต้องเสียภาษีให้ประเทศไทยบ้าง?           ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax - PIT) เป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหลักการจัดเก็บภาษีนี้ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่สัญชาติของผู้มีรายได้เท่านั้น แต่ยังพิจารณาจาก "แหล่งที่มาของเงินได้" และ "ถิ่นที่อยู่" ของบุคคลนั้น ๆ ด้วย           ประเทศไทยใช้ "หลักแหล่งเงินได้" (Source Rule) และ "หลักถิ่นที่อยู่" (Residence Rule) เป็นเกณฑ์หลักในการกำหนดภาระภาษี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ 1️⃣ หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) หลักการนี้มุ่งเน้นที่แหล่งกำเนิดของรายได้ โดยไม่สนใจว่าผู้มีรายได้จะเป็นคนสัญชาติใด หรือพำนักอยู่ในประเทศไทยนานเท่าใด ตราบใดที่เงินได้เกิดขึ้นจากแหล่งในประเทศไทย บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศไทย เงินได้จากแหล่งในประเทศที่ต้องเสียภาษี ได้แก่: เงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย : เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส ที่ได้รับจากการทำงานในประเทศไทย แม้ว่านายจ้างจะอยู่ต่างประเทศหรือจ่ายเงินได้นอกประเทศก็ตาม เงินได้เนื่องจากกิจการที่ทำในประเทศไทย : เช่น รายได้จากการประกอบธุรกิจ การค้าขาย การให้บริการ หรือวิชาชีพอิสระในประเทศไทย เงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย : เช่น ค่าเช่าที่ดิน อาคาร หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ในประเทศไทย, ดอกเบี้ยจากธนาคารในประเทศ, เงินปันผลจากบริษัทไทย, หรือกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ สรุป: หากเงินได้ "เกิด" ในประเทศไทย (ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรืออยู่ที่ไหน) คุณต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในไทย 2️⃣ หลักถิ่นที่อยู่ (Residence Rule) หลักการนี้มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับประเทศ โดยพิจารณาจากการพำนักหรือถิ่นที่อยู่ของผู้มีเงินได้ มีผลบังคับใช้กับการนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย กฎหมายไทยกำหนดให้ผู้มีเงินได้ต้องเสียภาษีจากเงินได้ที่เกิดจากแหล่งนอกประเทศ เมื่อเข้าเงื่อนไข 2 ข้อ พร้อมกัน ดังนี้: ต้องเป็น "ผู้อยู่ในประเทศไทย" (Resident) : หมายถึง บุคคลที่อยู่ในประเทศไทยรวมกันเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป ในปีภาษีนั้น (นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) ต้องมีการ "นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย" : เงื่อนไขเดิม : หากผู้อยู่ในประเทศไทยนำเงินได้ที่เกิดจากแหล่งนอกประเทศเข้ามาในประเทศไทย ภายในปีภาษีเดียวกันกับปีที่เกิดเงินได้นั้น จะต้องนำมารวมคำนวณภาษี เงื่อนไขปัจจุบันที่ต้องทราบ (ตามกฎหมายที่ปรับปรุง) : การจัดเก็บภาษีเงินได้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ทำให้ปัจจุบันการนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในไทย อาจต้องเสียภาษี แม้จะนำเข้ามาในปีถัดไป โดยพิจารณาจากการเป็น "ผู้อยู่ในประเทศไทย" ในปีที่นำเงินได้เข้ามา หากเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยและนำเงินได้เข้ามา ก็ต้องนำมารวมคำนวณภาษี 💡 ตัวอย่าง นาย A เป็นคนไทยทำงานที่สหรัฐอเมริกา ได้เงินเดือนจากบริษัทในสหรัฐฯ (เงินได้จากแหล่งนอกประเทศ) กรณีที่ 1 (หลักแหล่งเงินได้) : หากนาย A เดินทางกลับมาทำงานที่สาขาบริษัทในไทย 1 เดือน เงินเดือนส่วนที่ได้จากการทำงานในไทยต้องเสียภาษีในไทย กรณีที่ 2 (หลักถิ่นที่อยู่) : หากนาย A กลับมาอยู่ไทยรวม 200 วัน (เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย) และนำเงินเดือนทั้งหมดจากสหรัฐฯ เข้าบัญชีธนาคารในไทยในปีนั้น ก็ต้องนำเงินได้นั้นมารวมคำนวณภาษีในไทย 3️⃣ อนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Taxation Agreement - DTA) เนื่องจากหลักแหล่งเงินได้และหลักถิ่นที่อยู่ อาจทำให้เกิดปัญหา "การเก็บภาษีซ้ำซ้อน" (ถูกเก็บภาษีจากทั้งประเทศที่เกิดเงินได้ และประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่) ประเทศไทยจึงได้ทำ อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน กับประเทศต่าง ๆ เพื่อกำหนดสิทธิในการเก็บภาษีของแต่ละประเทศให้ชัดเจน และกำหนดวิธีการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี เพื่อไม่ให้ผู้มีรายได้ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน 📌 สรุปหลักการจัดเก็บภาษี สถานะของผู้มีเงินได้ แหล่งที่มาของเงินได้ ภาระภาษีในไทย บุคคลทั่วไป (ไม่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย) ในประเทศไทย ต้องเสียภาษี (ตามหลักแหล่งเงินได้) บุคคลทั่วไป (ไม่เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย) นอกประเทศไทย ไม่ต้องเสียภาษี ผู้อยู่ในประเทศไทย (180 วันขึ้นไป) ในประเทศไทย ต้องเสียภาษี (ตามหลักแหล่งเงินได้) ผู้อยู่ในประเทศไทย (180 วันขึ้นไป) นอกประเทศไทย ต้องเสียภาษี หากนำเงินได้นั้น เข้ามาในประเทศไทย 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: สิ่งที่คุณควรรู้เพื่อวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

💡 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: สิ่งที่คุณควรรู้เพื่อวางแผนการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ           ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax - PIT) เป็นหนึ่งในภาษีทางตรงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้มีรายได้ทุกคนในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและการกระจายรายได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีประเภทนี้จึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรทราบเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อย่างเต็มที่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร?           ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ ภาษีที่จัดเก็บจากบุคคลทั่วไป หรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด และมีรายได้เกิดขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยปกติจะจัดเก็บเป็น รายปี (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีภาษี) และผู้มีรายได้มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยตนเองต่อกรมสรรพากร ภายในเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป 👨‍💼 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่: บุคคลธรรมดา ผู้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี กองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง ห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล โครงสร้างและการคำนวณภาษี           การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยใช้ระบบอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่มีเงินได้สูงขึ้นจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นตามลำดับ โดยมีสูตรการคำนวณพื้นฐาน ดังนี้: สูตรคำนวณพื้นฐาน เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมินตลอดปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน ภาษีที่ต้องชำระ = เงินได้สุทธิ * อัตราภาษี (ตามขั้นบันได) 1. เงินได้พึงประเมิน           คือ รายได้ทุกประเภทที่ได้รับตลอดปีภาษี ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 ประเภท ตามประมวลรัษฎากร เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส (มาตรา 40(1)), เงินได้จากค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าแห่งลิขสิทธิ์ (มาตรา 40(2)), เงินได้จากค่าความนิยม ค่าสิทธิ หรือค่าเช่า (มาตรา 40(3)), เงินได้จากวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)), เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร (มาตรา 40(7)), และเงินได้อื่นๆ (มาตรา 40(8)) เป็นต้น 2. ค่าใช้จ่าย           คือ ค่าใช้จ่ายที่กฎหมายยอมให้หักออกจากเงินได้พึงประเมิน ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้ 3. ค่าลดหย่อน           คือ รายการที่กฎหมายอนุญาตให้นำไปหักลดจากเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เพื่อช่วยบรรเทาภาระภาษี ซึ่งมีหลายหมวดหมู่ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว: ค่าลดหย่อนส่วนตัว, คู่สมรส, บุตร, บิดามารดา ค่าลดหย่อนด้านประกันและการลงทุน: เบี้ยประกันชีวิต, เบี้ยประกันสุขภาพ, เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข./SSF/RMF/ThaiESG ค่าลดหย่อนด้านอสังหาริมทรัพย์: ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ค่าลดหย่อนเงินบริจาค: เงินบริจาคเพื่อการศึกษา/สาธารณกุศล 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

โค้งสุดท้าย ลดหย่อนภาษีครบ ไม่ตกหล่น!

📊 รวมข้อมูลการลงทุนจากทุก บลจ. ไว้ในที่เดียว กับ “บริการข้อมูลกองทุนลดหย่อนภาษี” ตรวจสอบยอดซื้อกองทุนได้ครบทุกประเภท ได้แก่ RMF Thai ESG Thai ESGX ใช้บริการฟรี! เพียงเข้าใช้งานที่เว็บไซต์ www.set.or.th/tmf และ Login ด้วย SET Member (หรือสมัครสมาชิกใหม่ได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย) อย่าลืม! ดาวน์โหลดแอป ThaID เพื่อใช้ลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตน เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการใช้บริการ ข่าววันที่ : Nov 12, 2025
Read more

ยื่นภาษีต่างกันอย่างไร ระหว่างอาชีพอิสระกับมนุษย์เงินเดือน

⚖️ ความแตกต่างในการยื่นภาษี ระหว่างอาชีพอิสระ และมนุษย์เงินเดือน           ความแตกต่างในการยื่นภาษีระหว่าง อาชีพอิสระ และ มนุษย์เงินเดือน อยู่ที่ประเภทเงินได้, แบบฟอร์มที่ใช้, การหักค่าใช้จ่าย และการจัดเตรียมเอกสาร โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ ประเภทเงินได้ สำหรับอาชีพอิสระ จะเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 (ค่าจ้างทั่วไป) หรือ 6 (วิชาชีพอิสระ) ในขณะที่มนุษย์เงินเดือนเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน/โบนัส) แบบฟอร์มที่ใช้ยื่นภาษี สำหรับอาชีพอิสระจะเป็น ภ.ง.ด. 90 ในขณะที่มนุษย์เงินเดือนใช้แบบ ภ.ง.ด. 91 (กรณีมีเฉพาะเงินเดือน) หรือ ภ.ง.ด. 90 หากมีรายได้อื่นเพิ่มเติม การหักค่าใช้จ่าย สำหรับอาชีพอิสระจะหักแบบเหมา สูงสุด 60% หรือหักตามจริง ในขณะที่มนุษย์เงินเดือน จะไม่มีสิทธิหักค่าใช้จ่าย เนื่องจากนายจ้างหักให้แล้ว การหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับอาชีพอิสระมักถูกหัก 3% จากผู้ว่าจ้าง ในขณะที่มนุษย์เงินเดือน นายจ้างจะหักภาษีตามขั้นบันไดรายเดือน การจัดเตรียมเอกสาร อาชีพอิสระจะต้องเก็บเอกสารสำคัญ เช่น ใบเสร็จ สัญญา ใบหักภาษีเอง ในขณะที่มนุษย์เงินเดือนนั้น นายจ้างจะเป็นผู้ออกใบรับรองเงินเดือนและภาษีให้ ความซับซ้อนในการยื่นภาษี การยื่นภาษีของอาชีพอิสระมีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากต้องคำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายเอง ในขณะที่มนุษย์เงินเดือนมีข้อมูลที่ได้มาจากนายจ้างโดยตรง จึงทำให้การยื่นภาษีมีความง่าย และสะดวกมากกว่า           แม้ว่าการยื่นภาษีของอาชีพอิสระจะดูซับซ้อนกว่ามนุษย์เงินเดือน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากมีการเตรียมข้อมูลอย่างถูกต้อง และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการยื่นภาษี สามารถสอบถามกับเราได้เลย ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

ภาษีธุรกิจเฉพาะ VS ภาษีท้องถิ่น

🔍 ไขข้อสงสัย: ภาษีธุรกิจเฉพาะ VS ภาษีท้องถิ่น สองภาระภาษีที่เจ้าของกิจการต้องรู้           ในระบบภาษีของประเทศไทย เจ้าของกิจการมักคุ้นเคยกับภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ยังมีภาระภาษีอีกสองประเภทที่มีความสำคัญและอาจก่อให้เกิดความสับสนได้ นั่นคือ ภาษีธุรกิจเฉพาะ (SBT) และ ภาษีท้องถิ่น บทความนี้จะช่วยแยกแยะและอธิบายความเกี่ยวข้องกันของภาษีทั้งสองประเภท 1. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Special Business Tax - SBT)           ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีทางอ้อมที่จัดเก็บโดย กรมสรรพากร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บจากกิจการเฉพาะอย่างที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการที่ไม่เหมาะกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)           กิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตัวอย่างเช่น ธุรกิจธนาคาร สถาบันการเงิน และการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ (รวมถึงการให้กู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ) ธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจหลักทรัพย์ และ โรงรับจำนำ หรือการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการค้าหรือหากำไร (เช่น การขายอสังหาฯ ที่ถือครองไม่ถึง 5 ปี หรือมีลักษณะเป็นการแบ่งขาย) การคำนวณและการนำส่ง ฐานภาษี: คำนวณจาก รายรับก่อนหักรายจ่าย (Gross Receipts) หรือกำไร แล้วแต่อัตราที่กำหนด อัตราภาษี: อัตราภาษีหลักจะอยู่ที่ 0.1% ถึง 3.0% อัตราที่ชำระจริง: อัตราภาษีที่ผู้ประกอบการต้องชำระจริงจะ รวมภาษีท้องถิ่นอีก 10% ของอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น กิจการที่อัตราหลัก 3.0% จะต้องชำระรวมเป็น 3.3% แบบฟอร์มหลัก: ผู้ประกอบการต้องยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ธ. 40 เป็น รายเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป 2. ภาษีท้องถิ่น (Local Taxes)           ภาษีท้องถิ่นคือภาษีที่จัดเก็บโดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น เทศบาล หรือ อบต. เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการพัฒนาพื้นที่และบริหารจัดการบริการสาธารณะ ภาษีท้องถิ่นหลักที่เกี่ยวข้อง 1. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง : จัดเก็บเป็น รายปี จากเจ้าของที่ดินและ/หรือสิ่งปลูกสร้าง โดยคำนวณจากมูลค่าราคาประเมินของทรัพย์สิน และอัตราภาษีจะแตกต่างกันไปตามประเภทการใช้ประโยชน์ (เกษตรกรรม, ที่อยู่อาศัย, เชิงพาณิชย์) 2. ภาษีป้าย : จัดเก็บเป็น รายปี จากการติดตั้งป้ายชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายเพื่อการค้า โดยคำนวณจากขนาดพื้นที่ของป้าย 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

ไขข้อข้องใจภาษี: พนักงานประจำมีอาชีพเสริมรับส่งพนักงาน ต้องยื่นอย่างไร?

💡 ไขข้อข้องใจภาษี: พนักงานประจำมีอาชีพเสริมรับส่งพนักงาน ต้องยื่นอย่างไร?           สำหรับผู้ที่มีรายได้ 2 ทาง ทั้งเงินเดือนประจำ และการประกอบกิจการรับส่งพนักงาน ซึ่งถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ 40(8) การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและการยื่นภาษีอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้จะสรุปหลักเกณฑ์สำคัญในการหักค่าใช้จ่ายสำหรับรถตู้ที่ใช้ในกิจการและแนวทางการยื่นภาษีที่ถูกต้อง 🚐 1. การหักค่าใช้จ่ายสำหรับรถตู้ (กิจการ 40(8))           เมื่อเลือกหักค่าใช้จ่าย ตามความจำเป็นและสมควร ในการประกอบกิจการรับส่งพนักงาน (มาตรา 40(8)) ค่าใช้จ่ายหลักที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์จะถูกแยกพิจารณา ดังนี้: 1 ค่าเสื่อมราคา vs. ค่างวดรถ สิ่งที่ใช้หักได้: ต้องใช้ ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ และ ดอกเบี้ยจ่าย (ในกรณีที่กู้เงิน) ในการหักเป็นค่าใช้จ่าย ค่าเสื่อมราคา: สามารถนำต้นทุนของรถมาทยอยหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยทั่วไปจะคิดที่อัตราร้อยละ 20 ต่อปี หรืออายุการใช้งาน 5 ปี ดอกเบี้ยจ่าย: ส่วนของดอกเบี้ยที่จ่ายไปตามสัญญากู้ซื้อรถถือเป็นต้นทุนทางการเงินที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน สิ่งที่ใช้หักไม่ได้ ค่างวดรถ ค่างวดรถ ทั้งจำนวน ไม่สามารถนำมาหักได้โดยตรง เนื่องจากค่างวดรถส่วนใหญ่เป็นเงินต้นที่ใช้ชำระคืนหนี้ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2 ค่าประกันภัยรถยนต์ (เบี้ยประกันวินาศภัย) หลักการหัก: ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์จัดเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่หักได้ เต็มจำนวน ในปีภาษีที่ได้จ่ายเงินนั้นไปจริง (ยึดหลักการจ่ายเงินสด) การจ่ายรายปี: หากจ่ายเบี้ยประกันภัยรายปี เต็มจำนวน ในครั้งเดียว ก็สามารถหักทั้งจำนวนนั้นได้ทันทีในปีที่จ่าย 3 ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง การหัก VAT: เนื่องจากบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปไม่สามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) มาขอคืนได้ จึงต้องนำค่าน้ำมันในราคารวม VAT ทั้งหมดมาหักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ 40(8) เอกสารประกอบ: ควรเก็บใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินที่ระบุทะเบียนรถไว้เป็นหลักฐาน 🧮 2. การรวมเงินได้เพื่อยื่นภาษี           เมื่อมีเงินได้จากหลายแหล่ง (40(1) และ 40(8)) คุณจะต้องนำเงินได้ทั้งหมดมายื่นรวมกัน ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยแบบที่ใช้ยื่นคือ แบบ ภ.ง.ด.90 และวิธีการคำนวณคือ สรุปแนวทางคำนวณ (ยื่นรวมทั้งปี) เงินได้ 40(1) (เงินเดือน): หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามกฎหมาย (สูงสุด 100,000 บาท) เงินได้ 40(8) (รับส่งพนักงาน): หักค่าใช้จ่ายตามจริง (รวมค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ย ค่าน้ำมัน ค่าจ้างคนขับ ฯลฯ) รวมเงินได้สุทธิ: นำเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนมารวมกัน จากนั้นหักด้วยค่าลดหย่อนต่างๆ ที่มีสิทธิ์ 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

อยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน และมีการโอนเงินจากต่างประเทศเข้ามา ต้องเสียภาษีหรือไม่?

💸 อยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วัน และมีการโอนเงินจากต่างประเทศเข้ามา ต้องเสียภาษีหรือไม่? หลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของประเทศไทยจะพิจารณาจาก "แหล่งเงินได้" และ "สถานะการมีถิ่นที่อยู่" (Residence) โดยใช้เกณฑ์การพิจารณาจากจำนวนวันที่อยู่ในประเทศ 180 วัน เป็นตัวแบ่งสถานะทางภาษีที่สำคัญที่สุด 📌 เกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: 180 วันคือจุดแบ่งสถานะทางภาษี กรมสรรพากรใช้หลักเกณฑ์ 2 ข้อหลักในการพิจารณาว่าบุคคลนั้นต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยหรือไม่ คือ หลักแหล่งเงินได้ หลักถิ่นที่อยู่ 🗓️ โดยมีเกณฑ์ 180 วันเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) กรณี: พำนักในประเทศไทย ตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป ในปีภาษีนั้น บุคคลใดก็ตามที่อยู่ในประเทศไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป ในปีภาษี (1 ม.ค. - 31 ธ.ค.) จะถูกจัดเป็น "ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเพื่อเสียภาษี" (Tax Resident) ซึ่งจะมีภาระภาษีที่ครอบคลุมทั้งเงินได้ในประเทศและต่างประเทศ 2) กรณี: พำนักในประเทศไทย ไม่ถึง 180 วัน ในปีภาษีนั้น บุคคลใดก็ตามที่อยู่ในประเทศไทยรวมกันไม่ถึง 180 วัน ในปีภาษี จะถูกจัดเป็น "ผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย" (Non-Tax Resident) ซึ่งภาระภาษีจะจำกัดเฉพาะเงินได้ที่มาจากประเทศไทยเท่านั้น 📊 ตารางเปรียบเทียบสถานะทางภาษี สถานะ จำนวนวันพำนักในไทย ภาระภาษีต่อเงินได้ในไทย ภาระภาษีต่อเงินได้ต่างประเทศ Tax Resident 180 วัน ต้องเสียภาษี ต้องเสียภาษี (หากนำเข้าไทยในปีที่ได้รับ) Non-Tax Resident น้อยกว่า 180 วัน ต้องเสียภาษี ได้รับการยกเว้น 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

ภาษีเงินได้ประเภทที่ 8 (ม. 40(8))

💰 ภาษีเงินได้ประเภทที่ 8 (ม. 40(8)): หมวดรวมรายได้หลากหลายของฟรีแลนซ์ เงินได้ประเภทที่ 8 (ม. 40(8)) ถูกเรียกว่าเป็นหมวดรายได้เบ็ดเตล็ด หรือ "เงินได้จากธุรกิจและการพาณิชย์" โดยเป็นเงินได้ที่ครอบคลุมการประกอบอาชีพ หรือการทำธุรกิจทุกรูปแบบที่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในเงินได้ประเภทที่ 1 ถึง 7 📌 ขอบเขตของเงินได้ประเภทที่ 8 หมวด 40(8) มีขอบเขตกว้างมาก และเป็นที่รวมของอาชีพอิสระหลากหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจและการลงทุน เช่น: ธุรกิจบันเทิง/ศิลปะ: รายได้ของนักแสดงสาธารณะ ธุรกิจอาหารและการบริการ: รายได้จากการเปิดร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ หรือค่าเช่าที่อยู่อาศัย (หากไม่ได้รวมอยู่ใน 40(5)) ธุรกิจที่พักและโรงแรม: รายได้จากการให้บริการที่พัก ธุรกิจอื่นๆ: การเกษตร, อุตสาหกรรม, การขนส่ง, การค้าขายสินค้าออนไลน์, หรือการประกอบอาชีพอื่น ๆ นอกเหนือจาก 40(1) - 40(7) 🧾 การหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ 40(8) เนื่องจากความหลากหลายของอาชีพในหมวดนี้ กฎหมายจึงกำหนดให้มีวิธีการหักค่าใช้จ่ายที่ยืดหยุ่น โดยผู้มีเงินได้สามารถเลือกวิธีการหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ: หักตามจริง (Actual Expenses): o ต้องรวบรวมเอกสารและหลักฐานค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงในการดำเนินธุรกิจเพื่อนำมายื่นประกอบการคำนวณภาษี หักแบบเหมา (Standard Deduction): o สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นอัตราร้อยละของรายได้ โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานค่าใช้จ่ายจริง o อัตราหักเหมามีความแตกต่างกันสูงมาก ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 40% ไปจนถึง 85% ของรายได้ (เช่น ขายของ หักเหมา 60% หรือให้เช่า หักเหมา 10% ถึง 30%) 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

ภาษีการรับให้ (Gift Tax) คืออะไร?

🎁 ภาษีการรับให้ (Gift Tax) คืออะไร?            ภาษีการรับให้ หรือ Gift Tax เป็น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บจากการให้ทรัพย์สินหรือเงินโดยเสน่หา ก่อนผู้ให้เสียชีวิต ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ตามประมวลรัษฎากรฉบับที่ 40 และ 43            คำถามที่พบบ่อยคือ “การฝากเงินให้ลูก ต้องเสียภาษีหรือไม่?” คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการให้จากใคร และจำนวนเท่าไร ✅ กรณีที่ ไม่ต้องเสียภาษี ให้โดย บิดา-มารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรม) วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี สำหรับการให้เงินสดหรือทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ ไม่มีการให้ผลตอบแทนหรือเงื่อนไขตอบแทนใด ๆ ⚠️ กรณีที่ ต้องเสียภาษี หากเกินวงเงิน 20 ล้านบาทต่อปี จะต้องเสียภาษีในอัตรา 5% ของส่วนที่เกิน และหากเป็นการให้จากบุคคลอื่น (เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย หรือญาติ) วงเงินยกเว้นจะลดลงเหลือ 10 ล้านบาทต่อปี แต่หากเป็นการให้ที่มีเงื่อนไขตอบแทน เช่น ให้เพื่อแลกกับการดูแลหรือบริการ อาจเข้าข่ายรายได้อื่นที่ต้องเสียภาษี ดอกเบี้ยเงินฝากของบุคคลทั่วไป จะเสียภาษีหากยอดรวมดอกเบี้ยจากทุกบัญชีในปีนั้นเกิน 20,000 บาท โดยธนาคารจะหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทันที 🏦 ภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก: หลักเกณฑ์สำคัญ เกณฑ์การเสียภาษี หากดอกเบี้ยเงินฝากจากทุกบัญชีรวมกันในปีปฏิทิน (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) เกิน 20,000 บาท จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% โดยอัตโนมัติ บัญชีที่ได้รับการยกเว้น บัญชีบางประเภท เช่น บัญชีออมทรัพย์เพื่อการศึกษา หรือ บัญชีเงินฝากประจำบางประเภท อาจได้รับการยกเว้นภาษีดอกเบี้ย หากเข้าเงื่อนไขตามที่กรมสรรพากรกำหนด 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

คู่มือภาษีสำหรับผู้มีรายได้ 2 ทาง: พนักงานประจำควบที่ปรึกษา

📘 คู่มือภาษีสำหรับผู้มีรายได้ 2 ทาง: พนักงานประจำควบที่ปรึกษา (Dual-Income Tax Guide for Consultant Freelancers) การเป็นพนักงานบริษัทที่มีรายได้ประจำควบคู่ไปกับการรับงานที่ปรึกษาในฐานะฟรีแลนซ์ ทำให้สถานะทางภาษีซับซ้อนขึ้น เพราะมี "เงินได้หลายประเภท" ที่ต้องนำมารวมกันและจัดการอย่างถูกต้อง 📌 1. การจำแนกประเภทเงินได้ตามกฎหมาย แหล่งที่มาของรายได้ ประเภทเงินได้ คำนิยามโดยทั่วไป การหัก ณ ที่จ่าย (ผู้ว่าจ้างหัก) เงินเดือน / โบนัส (งานประจำ) มาตรา 40(1) เงินได้จากการจ้างแรงงาน หักตามอัตราก้าวหน้า (ขึ้นอยู่กับเงินเดือนและค่าลดหย่อน) ค่าที่ปรึกษา (Freelance) มาตรา 40(2) หรือ 40(6) เงินได้จากการรับทำงานให้ (40(2)) หรือวิชาชีพอิสระ (40(6)) 3% (ผู้ว่าจ้างหักจากค่าจ้าง) 🧾 2. หลักเกณฑ์สำคัญ: การจัดประเภทและหักค่าใช้จ่าย การจัดประเภทรายได้ค่าที่ปรึกษาเป็น 40(2) หรือ 40(6) มีผลโดยตรงต่อสิทธิการหักค่าใช้จ่าย ประเภทรายได้ ลักษณะงานที่ปรึกษาที่เข้าข่าย สิทธิในการหักค่าใช้จ่าย ข้อจำกัดสำคัญ มาตรา 40(2) ที่ปรึกษาทั่วไป/ที่ปรึกษาธุรกิจที่ไม่เข้าข่ายวิชาชีพ 40(6) หักแบบเหมา 50% ของรายได้ เมื่อรวมกับเงินได้ 40(1) แล้ว หักได้สูงสุดรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท มาตรา 40(6) ที่ปรึกษาใน 6 วิชาชีพ (เช่น กฎหมาย, วิศวกร, บัญชี) 1. หักแบบเหมา 30% ของรายได้ (สำหรับวิชาชีพทั่วไป) 2. หักค่าใช้จ่ายตามจริง (ต้องมีหลักฐาน) ไม่ถูกนำไปรวมกับ 40(1) เพื่อจำกัดยอดหัก 100,000 บาท 3️⃣ วิธีคำนวณภาษีรวม (การยื่นภาษีประจำปี) ยื่นแบบแสดงรายการภาษี ภ.ง.ด. 90 (สำหรับผู้มีเงินได้หลายประเภท) เป็นรายปี ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more

e-Payment ไม่ใช่ภาษีใหม่! คู่มือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์/ฟรีแลนซ์

💳 e-Payment ไม่ใช่ภาษีใหม่! คู่มือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์/ฟรีแลนซ์ “ภาษี e-Payment” หรือ "กฎหมายการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะเฉพาะ" (พรบ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562) เป็นกฎหมายที่สร้างกลไกในการส่งข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้กับกรมสรรพากร เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบและประเมินภาษีผู้มีรายได้ 📌 ข้อสรุปสำคัญเกี่ยวกับภาษี e-Payment ที่ควรรู้: 📄 ภาษี e-Payment คืออะไร? • ไม่ใช่ภาษีใหม่: กฎหมายนี้ไม่ได้เพิ่มอัตราภาษี หรือสร้างภาษีประเภทใหม่ที่เรียกว่า "ภาษี e-Payment" • เป็นกลไกการรายงานข้อมูล: เป็นกฎหมายที่บังคับให้ สถาบันการเงิน (ธนาคาร) และ ผู้ให้บริการด้านการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet, Payment Gateway) มีหน้าที่ต้อง ส่งรายงานข้อมูลบัญชี ของลูกค้าให้กับกรมสรรพากร หากบัญชีนั้นเข้าเงื่อนไขที่กำหนด 📑 เงื่อนไขที่ธนาคารต้องส่งข้อมูล จำนวนครั้งสูง: มีการฝากหรือรับโอนเงิน 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี (ไม่ว่ายอดเงินรวมจะเท่าใดก็ตาม) จำนวนครั้งปานกลางและยอดเงินสูง: มีการฝากหรือรับโอนเงิน 400 ครั้งขึ้นไปต่อปี และ มียอดเงินรวมกันตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไปต่อปี หมายเหตุ: การนับจะนับเฉพาะยอดเงิน "ฝากเข้า" หรือ "รับโอนเข้า" เท่านั้น ไม่นับยอดโอนออก และจะนับรวมทุกบัญชีในธนาคารเดียวกัน ⚠️ ผลกระทบต่อผู้มีรายได้ ไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเพิ่มทันที: การถูกส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องเสียภาษีเพิ่มโดยอัตโนมัติ แต่ ข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประมวลผลและตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษีและเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ เน้นกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์/ฟรีแลนซ์: กฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงผู้ประกอบการที่มีการรับเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นจำนวนมากเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้อง ✅ สิ่งที่ควรทำ เตรียมพร้อมเรื่องเอกสาร: หากบัญชีของคุณเข้าเกณฑ์และถูกส่งข้อมูลให้กับสรรพากร คุณควรเตรียมเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อชี้แจงที่มาของเงินเข้าบัญชี (เช่น เงินเดือน, เงินกู้, เงินลงทุน, หรือรายได้ที่เสียภาษีแล้ว) แยกบัญชีให้ชัดเจน: ควรแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีที่ใช้ในการทำธุรกิจ เพื่อความสะดวกในการบันทึกและชี้แจงรายได้ และยื่นภาษีตามรายได้ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมดอย่างถูกต้อง 📞 TaxTok AIMC ให้คำปรึกษาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เลย! เรามีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ฟรี ☎ โทร: 02-264-0900 กด 3 (จันทร์–ศุกร์ 09.00–15.30 น.) 📧 อีเมล: taxtok@aimc.or.th #TaxTok #AIMC #ภาษีบุคคลธรรมดา #ภาษีฟรีแลนซ์ #เข้าใจภาษีง่ายนิดเดียว #TaxTokAIMC #AIMCK #AIMCKnowledge #ภาษีไม่ยากถ้าถามAIMC
Read more